Posted on

 

มนุษย์ต่างดาวตุ๊กตายาง

มนุษย์ต่างดาวตุ๊กตายาง เคราะห์ซ้ำกรรมซัดยังไม่จบเท่านั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้หนังคว่ำสนิทมาจากคำติชมแล้วก็ความรู้สึกของผู้ชมที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ว่ามันเป็นหนังเฮงซวยเรื่องหนึ่งรายปี 2009

มนุษย์ต่างดาวตุ๊กตายาง ทำให้หนังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Razzie Awards 2010 ทั้งหมดทั้งปวง 8 สาขา ก่อนจะเอารางวัลในสาขา Worst Remake, Rip-Off or Sequel ไปนอนกอดท้ายที่สุด

มนุษย์ต่างดาวตุ๊กตายาง

ในความเป็นจริงแล้ว Land of The Lost เป็นทีวีซีรีส์ที่มีชื่อเสียงในยุค 70 ซึ่งเป็นรายการสำหรับครอบครัวกล่าวถึงพ่อนักวิทยาศาสตร์รวมทั้งลูกๆที่หลุดไปในสมัยไดโนเสาร์ ทำให้พวกเขาจำต้องเพียรพยายามหาทางมีชีวิตรอด ความยาวทั้งหมด 3 ฤดูกาล ส่วนในเวอร์ชั่นภาพยนตร์นั้นยูนิเวอร์แซล สตูดิโอเลือกกางรด สิลเบอร์ลิ่ง มานั่งแท่นดูแล ซึ่งที่ผ่านมาเขาส่งผลงานสะดุดตาอย่าง City of Angels (1998) รวมทั้ง Lemony Snicket’s A Series of Unfortunate Events (2004)

มนุษย์ต่างดาวตุ๊กตายาง

ความแตกต่างระหว่างสองเวอร์ชั่นนี้อยู่ที่ว่า เวอร์ชั่นโทรทัศน์ซีรีส์เป็นงานที่ดีไซน์มาเพื่อทุกคนในครอบครัวสามารถสนุกสนานไปกับเรื่องราวได้ แต่ว่าในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ ซึ่งมีลักษณะ “ล้อเลียน” งานต้นฉบับลักษณะเดียวกันกับหนังอย่าง Starsky & Hutch หรือ The Brady Bunch Movie ที่ “ตั้งมั่น” ล้อผลงานในอดีตกาล

โดย Land of The Lost เปลี่ยนแปลงหมดทั้งตัวละครหลวงเรื่อง รวมถึงใส่บรรดามุกขำขันหยาบโลนที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ หรือกล่าวคำพูดที่ไม่สุภาพและหยาบคาย ซึ่งเอาทราบดีแล้วการที่หนังประเด็นนี้ได้เรตติ้ง PG-13 ทำให้หนัง “ทะลึ่งตึงตัง” ได้ไม่สุดทาง มุกที่ควรขำขันก็แปลงเป็นแป้กกลางทาง

กลับมาที่เรื่องงานออกแบบ “เทคนิคพิเศษ” ที่ปรากฏอยู่ในหนังประเด็นนี้ เมื่อตรึกตรองจากงบประมาณสำหรับเพื่อการสร้าง 100 ล้านดอลลาร์ ทำให้พวกเรามีความคิดเห็นว่าที่จริงแล้วตัวคณะทำงาน “ตั้งมั่น” จะดีไซน์ฉากในหนังให้มีลักษณะเป็น “ซีจีไอ” แบบลอยๆประเภทให้ผู้ชมมองทราบด้วยว่านี่เป็นฉากเลียนแบบๆที่ถูกสร้างขึ้นในสตูดิโอ เอเลี่ยนที่สวมชุดยาง (แล้วก็ข้างในนั้นเป็นคน) แม้กระนั้นปัญหาอยู่แนวทางการเล่าราวในเวอร์ชั่นหนังทำให้ผู้แสดงมอง “ปัญญาอ่อน” เกินลิมิตที่ผู้ชมจำนวนมากจะทรหดอดทนกับความยาว 102 นาทีได้ แน่ๆเมื่อผู้ชมที่ต้องทนนั่งมองอยู่ในโรงภาพยนต์เป็นเวลายาวนานขนาดนั้นย่อมสาปส่งหนังประเด็นนี้ไม่มีชิ้นดี

แต่ว่าเมื่อเราได้โอกาสมอง Land of The Lost ในสเกลโทรทัศน์หน้าจอเล็กแล้ว ระหว่างที่เปิดหนังดูและทำกิจกรรมอันอื่นพร้อมกันไปด้วย พวกเราก็จะพบว่ามันเป็นหนังที่ช่วยให้ห้องของพวกเราไม่เงียบจนถึงเหลือเกิน เวลาเดียวกันหนังก็ไม่ได้เรียกร้อง “ความตั้งอกตั้งใจมอง” มาตั้งแต่ทีแรก กระทั่งพวกเราบางครั้งก็อาจจะพูดได้ว่าที่จริงแล้วจุดหมายของเพศผู้ควบคุมเอง ก็บางครั้งก็อาจจะตั้งมั่นล้อขนบของความเป็นโทรทัศน์ซีรีส์ในอดีตกาลอย่างสนุกสนานมือ แต่ว่าเมื่อมันถูกฉายอยู่บนจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่เวลานี้มันกลับไม่ทำงานกับผู้ชมในโรงภาพยนต์ ก็เพียงเท่านั้น

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : sanook

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *